ความสัมพันธ์ไทย-ลาว

ความสัมพันธ์ไทย - ลาว ปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๔

ความสัมพันธ์ไทย - ลาวในปัจจุบันดำเนินไปอย่างราบรื่นใกล้ชิดบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน และมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเกื้อกูล ได้แก่ ความใกล้ชิดทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม นอกจากนี้ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ ถือเป็นวันครบรอบ ๖๐ ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ได้รับการสถาปนาเมื่อปี ๒๔๙๓ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อฉลองสัมพันธไมตรีที่ได้ดำเนินมาด้วยความราบรื่นอีกโอกาสหนึ่ง

๑. ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคง

 ด้านการเมือง กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและลาวมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ (Joint Commission : JC) ไทย - ลาว ครั้งที่ ๑๖ ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ - ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ หรือการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าแขวงชายแดนไทย - ลาว ครั้งที่ ๘ ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ - ๒ มีนาคม ๒๕๕๔ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เยือน สปป.ลาว เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ เพื่อร่วมพิธีเปิดโครงการอเนกประสงค์น้ำเทิน ๒ ที่แขวงคำม่วน นอกจากนี้ ไทยและลาวยังมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในกรอบพหุภาคี และสนับสนุนกันในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

 ด้านการทหาร กองทัพไทย - ลาวมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น ภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานร่วม และมีความร่วมมือทางวิชาการทหารและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเยือนลาวของผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ เมษายน ๒๕๕๔

 การแก้ไขปัญหาบุคคลผู้ไม่หวังดีต่อความสัมพันธ์ไทย - ลาว หรือ “คนบ่ดี” ความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การส่งชาวม้งลาวกลับประเทศได้สำเร็จเมื่อปี ๒๕๕๒ ทั้งนี้ ทางการไทยได้ยืนยันกับฝ่ายลาวในทุกโอกาสว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ยินยอมให้กลุ่มหรือบุคคลใดใช้ดินแดนไทยเป็นฐานหรือทางผ่านเข้าไปก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน และได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย - ลาว ไทยและลาวได้กำหนดเป้าหมายที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้แล้วเสร็จตลอดแนวโดยเร็ว โดยมีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Border Commission : JBC) ไทย - ลาว เป็นกลไกกำกับดูแลการดำเนินงาน ซึ่งนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐ ที่สองฝ่ายได้เริ่มสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในภูมิประเทศจริงจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกันได้ ๒๐๔ หลัก ซึ่งรับรองแล้ว ๑๙๐ หลัก ระยะทางประมาณ ๖๗๖ กิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ ๙๖[1] สำหรับเขตแดนในแม่น้ำโขง ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่แม่น้ำโขงฉบับใหม่ร่วมกันระหว่างไทย-ลาว

 ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไทยและ สปป. ลาว ได้ลงนามใน
บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและสารตั้งต้น เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ ปัจจุบันหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติดไทย - ลาว มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และได้รับผลสำเร็จในการสกัดกั้น การลักลอบค้าขายและการลำเลียงขนส่งยาเสพติดตามบริเวณชายแดนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติดที่สำคัญ และฝ่ายไทยได้เห็นชอบที่จะให้ความร่วมมือด้านวิชาการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และการพัฒนากฎหมายยาเสพติดให้แก่ฝ่ายลาวอย่างต่อเนื่อง

 ความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกด้านการสัญจรของประชาชน ไทยและสปป. ลาว
มีพรมแดนติดต่อกันรวม ๑๒ จังหวัด / ๙ แขวง ซึ่งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ และได้ร่วมมือเพื่อเปิดและยกระดับจุดผ่านแดนในพื้นที่ที่มีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีจุดผ่านแดนถาวร ๑๕ แห่ง และจุดผ่อนปรนอีก ๓๑ แห่ง

๒. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

 ด้านการค้า การค้าไทย - ลาวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๕๓ มีมูลค่ารวม ๙๑,๕๔๒.๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๒ (๗๑,๙๘๙.๓๘ ล้านบาท) ร้อยละ ๒๗.๑๖ โดยไทยยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า ๔๓,๖๗๐.๕๗ ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๒ ที่ไทยได้เปรียบดุลการค้า ๔๐,๑๐๑.๓๑ ล้านบาท) สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค ยานพาหนะและอุปกรณ์ สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้านำเข้าจาก สปป.ลาว ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้และไม้แปรรูป พลังงาน สินแร่โลหะ

 ด้านการลงทุน ในช่วง ๑๐ ปี ๒๕๔๔ - ๒๕๕๓ ไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมใน
สปป.ลาว ลำดับที่ ๓ โดยมีโครงการลงทุนรวมจำนวน ๒๖๙ โครงการ มูลค่า ๒,๖๘๗.๐๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากเวียดนาม (๒๕๒ โครงการ ๒,๗๗๑.๖๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และจีน (๓๙๗ โครงการ ๒,๗๑๕.๕๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สาขาการลงทุนที่สำคัญของไทย ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ขนส่งและโทรคมนาคม ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธนาคาร อุตสาหกรรมไม้แปรรูป เครื่องนุ่งห่มและหัตถกรรม ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลำดับการลงทุนของไทยตกลงหลังจากครองอันดับ ๑ มาเป็นเวลานาน อาจเป็นเพราะการลงทุนสาขาพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการลงทุนสาขาหลักของไทยใน สปป.ลาว ที่มีมูลค่าสูงเริ่มชะลอตัว กอปรกับระยะหลังเวียดนามและจีนได้ลงทุนในโครงการมูลค่าสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการสัมปทานด้านพลังงานและเหมืองแร่ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี รัฐบาลและผู้นำลาวได้แสดงความประสงค์ในหลาย ๆ โอกาสให้ไทยมีบทบาทด้านการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อกลับไปเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งตามเดิม

 ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาล สปป.ลาว ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นสาขาที่สร้างรายได้ที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๕๓ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปลาว ๒.๕ ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวไทย ๑.๕ ล้านคน หรือร้อยละ ๖๐ รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม และจีน ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวลาวมาไทย ๖๕๕,๐๓๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๔.๖๓ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติใน สปป.ลาว ร้อยละ ๗๒ เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านประเทศไทย จึงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองภายในของไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อ สปป.ลาว

 ด้านไฟฟ้าและพลังงาน ไทย - ลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ โดย สปป.ลาว มีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการพลังงานไฟฟ้าอีกหลายโครงการและไทยมีความต้องการพลังงานเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลไทยจึงได้ตกลงขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มเป็น ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ภายในหรือหลังปี ๒๕๕๘ ปัจจุบัน มีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ๓ โครงการ รวม ๑,๒๖๖ เมกะวัตต์ได้แก่ โครงการเทิน-หินบูน (๒๕๔๑) โครงการห้วยเฮาะ ( ๒๕๔๒) และล่าสุด โครงการน้ำเทิน ๒ (๒๕๕๓)และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน ๓ โครงการ ได้แก่ น้ำงึม ๒ เทิน-หินบูน (ส่วนขยาย) และเหมืองถ่านหินหงสาลิกไนต์ รวมกำลังการผลิต ๒,๓๐๘ เมกะวัตต์ และอีก ๓ โครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง/พิจารณาความเป็นไปได้อีก ได้แก่ เขื่อนน้ำงึม ๓ เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย และ เขื่อนไชยะบุลี รวมกำลังผลิต ๒,๐๕๐ เมกะวัตต์

 ด้านการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม เป็นความร่วมมือที่สำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนไทย - ลาว และนำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของ สปป.ลาว ที่จะเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลเป็นจุดเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค ปัจจุบัน โครงการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมที่ไทยให้ความช่วยเหลือแก่ สปป.ลาว รวมมูลค่าประมาณ ๘,๗๕๐.๗๑ ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการก่อสร้างถนน โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขง โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟ โครงการปรับปรุงสนามบินในแขวงสำคัญต่าง ๆ รวมมูลค่าโครงการที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วเป็นเงิน ๓,๖๘๖.๗๑ ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมมูลค่าประมาณ ๕,๐๔๖ ล้านบาท

๓. ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม

 ความร่วมมือด้านแรงงาน ความร่วมมือมีความคืบหน้าต่อเนื่องภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานไทย - ลาว ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือทั้งในระดับนโยบายและระดับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดแนวทางร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวในไทย และการนำแรงงานลาวกลุ่มใหม่มาทำงานในไทยโดยถูกกฎหมาย กำหนดขั้นตอนการจ้างแรงงาน และให้การคุ้มครองแรงงานสัญชาติของแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสม

 ความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ไทยและลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กไทย-ลาว เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมและผู้ประสานงานกลาง มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก การเคลื่อนย้ายแรงงาน และสนับสนุนให้จังหวัดกับแขวงชายแดนที่มีพรมแดนติดกัน มีความร่วมมือด้านการประสานการต่อต้านการค้ามนุษย์เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ในบริเวณชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 ความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สปป.ลาวเป็นประเทศที่ไทยให้ความสำคัญในลำดับแรก โดยไทยให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาใน ๓ สาขาหลัก ได้แก่ การเกษตร การศึกษาและสาธารณสุข โดยคำนึงถึงความต้องการ ขีดความสามารถและความพร้อมของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ ในช่วงปี ๒๕๓๙-๒๕๕๓ ไทยได้ให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่ สปป.ลาว (เฉพาะที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ) รวมประมาณ ๑,๑๒๑ ล้านบาท

 โครงการพระราชดำริ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนใน สปป.ลาว ส่วนหนึ่งดำเนินไปภายใต้โครงการพระราชดำริ อาทิ โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก ๒๒) หรือโครงการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า (หลัก ๖๗) ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีโครงการแปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นโครงการภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนากับมหาวิทยาลัยจำปาสักด้วย

  โครงการสันถวไมตรี กระทรวงการต่างประเทศได้จัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการสันถวไมตรีเพื่อช่วยเหลือ สปป.ลาว พัฒนาด้านการศึกษาและสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง อาทิ การก่อสร้างอาคารเรียนและหอนอนของโรงเรียนต่าง ๆ และต่อมา ยังได้ริเริ่มโครงการโรงเรียน เพื่อนมิตรสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนในแขวงชายแดนไทย-ลาว ประจำปี เป็นเงินปีละ ๒ ล้านบาท ซึ่งในปี ๒๕๕๓ ได้แก่ โครงการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนเทคนิค-วิชาชีพสะหวันนะเขต ที่แขวงสะหวันนะเขต

 การอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายยังวัดใน สปป. ลาว นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ อย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๕๓ ได้ดำเนินการที่วัดพมสิลา บ้านนาเซ็ง เมืองไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต

๔. ความสัมพันธ์ด้านการทูต

ปัจจุบัน นายวิทวัส ศรีวิหค ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๓) และนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๔) สำนักงานของไทยใน สปป.ลาว ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนนะเขต สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร (ทหารบก และทหารอากาศ) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ

สำหรับฝ่ายลาว ปัจจุบัน นายอ้วน พมมะจัก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย (รับหน้าที่เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙) และนายสีสะหวาด ดนละวันดี ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ สปป.ลาว ประจำ-จังหวัดขอนแก่น สำนักงานของ สปป.ลาวในไทย ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต สปป.ลาว ณ กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ สปป.ลาว ณ จังหวัดขอนแก่น

๕. สถานการณ์สำคัญใน สปป.ลาว ในช่วงปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๔

 การเมือง ลาวอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญตามวงรอบทุก ๆ ๕ ปี โดยได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกของปี ๒๕๕๓ เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงของคณะรัฐบาลและผู้บริหารระดับสูงภายหลังการประชุมสมัชชาพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครั้งที่ ๙ ในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ ๗ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ ซึ่งยังไม่รวมถึงการประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายบัวสอน บุบผาวัน เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ อย่างไรก็ดี ในการประชุมสภาฯ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีนายจูมมาลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศ และนายทองสิง ทำมะวง เป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดิม รวมทั้งได้มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาล โดยมีการตั้งกระทรวงใหม่ ๔ กระทรวง ได้แก่ ได้แก่ กระทรวงภายใน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงไปรษณีย์ โทรคมนาคม และการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้องค์การท่องเที่ยวแห่งชาติไปรวมกับกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมเป็น “กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว” และให้คณะกรรมการกีฬาแห่งชาติไปรวมกับกระทรวงศึกษาธิการเป็น “กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา”

 เศรษฐกิจ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๗ ของลาวได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษตามแนวทางของสหประชาชาติภายในปี ๒๕๕๘ และการหลุดพ้นจากสถานะการเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดภายในปี ๒๕๖๓ ดังนั้น มาตรการทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จึงมุ่งไปสู่การเพิ่มพูนรายได้ของประเทศและการแสวงหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ ดังเห็นได้จากการเปิดตลาดหลักทรัพย์ แห่งแรก เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓ การประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ แผนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มขึ้นอีก ๒ แห่ง ตลอดจนการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างถนนสะพาน ทางรถไฟ ไปจนถึงโครงการก่อสร้างระบบประปาใน ๘ ตัวเมือง และการติดตั้งโรงจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อดึงดูดและอำนวยความสะดวกต่อการลงทุนใน สปป.ลาว

 การต่างประเทศ

สปป.ลาว ได้ขยายบทบาทในทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ๒๕๕๓ ลาวได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก อาทิ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง ครั้งที่ ๑ การเป็นเจ้าภาพจัดการฉลองครบรอบ ๔๕๐ ปีของการสถาปนานครหลวงเวียงจันทน์ (พฤศจิกายน ๒๕๕๓) พิธีฉลองการเปิดโครงการอเนกประสงค์น้ำเทิน ๒ อย่างเป็นทางการ (ธันวาคม ๒๕๕๓) กิจกรรมเหล่านี้ดำเนินไปด้วยดีและประสบความสำเร็จซึ่งส่งผลสำคัญทางจิตวิทยาให้รัฐบาลและประชาชนลาวเกิดความมั่นใจที่จะเปิดตัวติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ดังเห็นได้จาก สปป.ลาว รับเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย - ยุโรป (Asia - Europe Meeting : ASEM) ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลลาวกำหนดให้เป็นปีท่องเที่ยวลาว (Visit Laos Year) ด้วย

นอกจากการกระชับและส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคแล้ว สปป.ลาว ยังคงให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ทั้งที่เป็นมิตรประเทศ เช่น การเยือนประเทศญี่ปุ่นของประธานประเทศ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ในโอกาสฉลองครบรอบ ๕๕ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตลาว - ญี่ปุ่น การเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ หรือที่เคยมีประเด็นบาดหมางต่อกัน เช่น การเยือนสหรัฐฯ ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาว เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ ท่าทีดังกล่าวของลาวสะท้อนความเปิดกว้างของการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพิ่มยิ่งขึ้น

กองเอเชียตะวันออก ๒

กรมเอเชียตะวันออก

กระทรวงการต่างประเทศ

๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔



[1] เขตแดนไทย - ลาวมีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ ๑,๘๑๐ กิโลเมตร แบ่งเป็นเขตแดนทางบก ๗๐๒ กิโลเมตร และเขตแดนทางน้ำ ๑,๑๐๘ กิโลเมตร